แผนตีปี๊บร่างรัฐธรรมนูญ 50 ผ่าน “จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี”
ขณะที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 2550 กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการของ "กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ" ทั้ง 25 คน สถานการณ์ทางการเมืองที่ร้อนระอุ ก็ยิ่งดูเหมือนจะเป็นแรงบีบรัดให้การทำงานของกรรมาธิการยกร่างต้องเร่งมือดำเนินการให้ทันตามเป้าหมายว่า “พิมพ์เขียวรัฐธรรมนูญใหม่ร่างแรกต้องออกมาให้ได้ก่อน 19 เมษายน 2550 จะทำได้หรือไม่ได้ เป็นเรื่องลุ้นระทึกของทุกฝ่าย”
โดยเฉพาะ “จุตินันท์ ภิรมย์ภักดี” อดีตสมาชิกวุฒิสภา ที่ก้าวเข้ามารับหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ แทน “พิเชียร อำนาจวรประเสริฐ” ที่ลาออกไป
วันนี้ จุตินันท์ เข้ามาสานต่องานประชาสัมพันธ์ตามสโลแกนที่ว่า “ร่วมคิด ร่วมสร้าง ร่วมร่างรัฐธรรมนูญ” ที่เขาบอกว่า “มันเป็นคอนเซ็ปท์กว้างๆ ว่าทุกคนมีสิทธิในเรื่องนี้”
จุตินันท์ เป็นทายาทรุ่นที่ 3 คนเดียวของตระกูล “ภิรมย์ภักดี” ที่มีประสบการณ์เจนจัดในเรื่องของธุรกิจ แต่ตัดสินใจเข้าสู่ถนนการเมือง และเป็นผู้ที่เคยร่วมแถลงยุทธศาสตร์ชาติต่อนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
การที่เข้ามาทำงานในหน้าที่ “ประชาสัมพันธ์” จึงเป็นความ “คาดหวัง” อย่างยิ่ง ของคนในกรรมาธิการยกร่าง
เมื่อต้องมารับหน้าที่ จุตินันท์ เปิดใจถึงการทำงานเกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์การดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ ว่า
การทำงานจะแบ่งเป็น 3 ช่วง โดยช่วงที่ 1 ระยะเวลาเริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2550 ถึง ต้นเดือนเมษายน 2550 จะเป็นการทำประชาสัมพันธ์ในภาพกว้าง คือ “กระตุ้นให้ประชาชนรู้ถึงสิทธิและหน้าที่และแสดงความคิดเห็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้”
“รูปแบบคือเราจะรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนทุกทาง ทั้งแอร์ วอร์ คือผ่านสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และ กราวด์ วอร์ จะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โปสเตอร์ นอกจากนั้นยังมีการจัดรายการออกวิทยุ โทรทัศน์ หรือการให้สัมภาษณ์สื่อต่างๆ"
หรือถ้ายังไม่พอใจ มีอีกช่องทางหนึ่งที่ให้ประชาชนได้แสดงออกถึงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ คือ แสดงความคิดเห็นผ่านตู้ ปณ.555 หรือ call center 1743 หรือเว็บไซต์ www.parliament.go.th ที่ประชาชนสามารถกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มที่จัดไว้ให้
จากนั้นข้อมูลความคิดเห็นทั้งหมดจะนำไปสรุปผล โดยคณะกรรมการที่ทำตัวเลข และสถิติ
“เรายังมีการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นอย่างต่อเนื่อง โดยเปิดเวทีทุกตำบล มีสมาชิกกรรมาธิการวิสามัญลงพื้นที่ตลอดคอยรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้ง 76 จังหวัดด้วย”
นั่นคือแผนงานช่วงที่ 1 พอผ่านพ้นเข้าช่วงที่ 2 แผนมีตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2550 ถึงเดือนมิถุนายน 2550
จะเป็นช่วงที่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญร่างแรกเสร็จ จะมีการจัดพิมพ์ร่างฯนั้นส่งไปให้ประชาชนทุกคน และให้ประชาชน หรือองค์กรต่างๆ แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างฯนี้จะบอกเหตุผลที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขในแต่ละข้อด้วย
แล้วก็มาถึงช่วงแผนงานระยะที่ 3 ประธานกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ บอกว่าจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2550 ถึงปลายเดือนสิงหาคม หรือต้นเดือนกันยายน 2550
“ช่วงนี้จะเป็นการทำประชามติ ประชาชนที่มีสิทธิเลือกตั้งทุกคนจะมีสิทธิในการรับหรือไม่รับร่างฯ ผมคิดว่าช่วงสุดท้ายนี้เป็นช่วงที่ทำงานยากที่สุด แม้ว่าการทำประชามติจะมีแค่การรับหรือไม่รับร่างฯ แต่โดยรายละเอียดแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีหลายประเด็น ตรงนี้เองที่ผมเห็นว่าหน้าที่ของประชาสัมพันธ์จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความรู้แก่ประชาชนในแต่ละประเด็น ว่าทำไมถึงได้มีการแก้ไข และมันดีขึ้นอย่างไร”
จุตินันท์บอกว่า คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการทำประชามติมาก เพราะแต่ละขั้นตอนมีโอกาสสร้างความสับสนให้ประชาชนได้
“สิ่งที่ผมกังวลมาก คือ กลัวประชามติไม่ผ่าน”
แล้วอธิบายขยายความ ว่าสมมุติมีการแก้ไข 6 ประเด็น แล้วประชาชนเห็นด้วย 5 ประเด็น แต่ไม่เห็นด้วย 1 ประเด็น ตรงนี้ต้องให้ความรู้ว่าควรจะรับไว้ก่อน เพราะ ถ้าไม่รับ เราก็จะไม่รู้ว่าสุดท้ายเราจะได้รัฐธรรมนูญอะไรมาใช้
“เมื่อประชามติไม่ผ่าน สสร.ก็จะหมดหน้าที่ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับ คมช. ว่าจะนำฉบับไหนมาใช้ก็ได้ ไม่รับประกันว่าจะเป็นฉบับปี 40 สิ่งที่น่าห่วงคือถ้าเอาฉบับอื่นที่ไม่ใช่ฉบับ 40 มาใช้ มันก็จะเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับประเทศ ซึ่งปัจจุบันประเทศมีความไม่แน่นอนสูงทั้งทางด้านการเมือง และด้านเศรษฐกิจ”
ดังนั้น สิ่งที่ทายาทเบียร์สิงห์เห็นว่าสมควรทำที่สุด คือเมื่อได้ร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วก็ควรจะรับไว้ก่อน จะได้มีการเลือกตั้ง อย่างน้อยก็เป็นการทำให้การเมืองเริ่มนิ่ง
“ใช่..ผมว่าถ้าการเมืองเริ่มนิ่ง เศรษฐกิจก็จะตามมา เพราะศักยภาพด้านเศรษฐกิจของประเทศไทยใช้ได้ แต่ที่มันเริ่มชะลอตัวเพราะความไม่แน่นอนของการเมือง ฉะนั้นเราต้องให้การเมืองนิ่ง ไม่อย่างนั้นสุดท้ายคนเสียผลประโยชน์คือคนไทยทั้งหมด”
เหตุผลที่จุตินันท์อยากให้ประชาชนรับประชามติไว้ก่อน ส่วนหนึ่งมาจากภาพของรัฐธรรมนูญในความคิดที่เจ้าตัวขอเรียกว่า “รัฐธรรมนูญภิวัฒน์”
“ที่เรียกแบบนี้ เพราะมันคือการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นรัฐธรรมนูญจึงไม่ควรเป็นสิ่งตายตัว เพราะเวลาเปลี่ยน คนเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน รัฐธรรมนูญควรจะเปลี่ยนแปลงตามได้โดยที่ไม่ใช่เขียนล็อคไว้ทุกอย่าง เพราะหากเขียนล็อคจนเกินไป สุดท้ายก็ต้องมีการฉีกทุกครั้งที่จะมีการเปลี่ยนแปลง..”
“ผมเคยลุกขึ้นอภิปราย ว่ารัฐธรรมนูญไม่ควรกำหนดตัวบทอะไรไว้มาก บทกำหนดให้ไปอยู่ในระดับกฎหมายรองรับ กฎหมายลูก พระราชบัญญัติทั้งหลาย แต่ตัวรัฐธรรมนูญต้องให้เข้าใจถึงจิตวิญญาณของตัวรัฐธรรมนูญ ความต้องการของประชาชนคนไทย และเปลี่ยนแปลงได้โดยที่ไม่ต้องฉีกรัฐธรรมนูญทิ้ง”
สำหรับรัฐธรรมนูญปี 2540 ที่หลายคนบอกว่าดีนั้น จุตินันท์บอกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับที่ผ่านมา ถือว่าดี เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้สิทธิเสรีภาพค่อนข้างมาก แต่ถ้าถามว่าสมบูรณ์แบบหรือไม่
นักการเมืองหนุ่มบอกว่า ยังไม่สมบูรณ์ เพราะฉบับปี 2540 นี้เขียนล็อคไว้มาก ทำให้แก้ไขไม่ได้ ซึ่งเป็นจุดอ่อน
“ร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องสมบูรณ์ โดยเฉพาะเวลาที่เหลืออยู่ไม่เท่าไหร่ แต่ผมเชื่อว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีกว่าที่เราเคยมี เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญปี 2540 มีอะไรบ้าง เราสามารถแก้ไขจุดอ่อนที่เห็นชัดได้ และไม่ใช่จบกันแค่นี้ แต่เรายังสามารถพัฒนาแก้ไขกันใน ส.ว. ส.ส.ชุดต่อไป”
“เข้ามาจุดนี้ผมต้องใช้คำว่าภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญให้คน 60 กว่าล้านคน ผมว่ามันเป็นเกียรติ ที่มากกว่านั้นคือเป็นภาระที่ใหญ่หลวง และผมมีลูก 3 คน เวลาร่างฯ ผมไม่มองตัวเอง ผมมองไปถึงคนรุ่นต่อๆ ไป ว่าเขาจะต้องโตขึ้นมาดำเนินชีวิตอยู่ในประเทศที่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญที่เรากำลังร่างอยู่ขณะนี้ ผมจะมองไปถึงรุ่นต่อไป รุ่นลูกรุ่นหลาน เราต้องมองอนาคตของคนไทย ฉะนั้นจึงยิ่งให้ความสำคัญกับการทำหน้าที่ตรงนี้มาก”
ถึงวันนี้ ประธานกรรมาธิการประชาสัมพันธ์ฯ บอกว่าเรื่องที่หนักใจ ไม่ใช่ประเด็นที่ว่าประชาชนส่วนมากยังไม่รู้ว่าสามารถไปแสดงความเห็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ได้
แต่กลับหนักใจประเด็นที่ว่า ต่อให้ประชาชนรู้ที่จะไปแสดงความคิดเห็นแต่เขาก็จะไม่สนใจมากกว่า
“ระยะเวลาที่เหลืออยู่ ผมยอมรับว่าไม่สามารถจะไปรณรงค์อะไรได้มากพอ เพราะสิ่งเหล่านี้มันเป็นเรื่องที่ต้องอบรมฝังรากกันมาตั้งแต่เยาว์วัย ว่าเป็นสิทธิและหน้าที่เขา ผมชอบเน้นคำว่าหน้าที่ เพราะทุกคนชอบพูดคำว่า สิทธิ แต่ไม่ค่อยสนใจทำ ส่วนคำว่า หน้าที่ มันยิ่งกว่านั้นเพราะสุดท้ายคุณก็อยู่ในประเทศไทย อยู่ใต้กฎหมายสูงสุดของประเทศ คือ รัฐธรรมนูญ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่ทุกคนต้องมีส่วนร่วม”
ระยะเวลาที่เริ่มนับถอยหลัง ก่อนจะถึงวันที่ 19 เมษายน 2550 จึงเป็นช่วงแห่งความท้าทาย ว่า สสร.จะใช้กลไกใดที่จะทำให้ประชาชนตามชุมชน หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ ทั่วประเทศได้รับรู้และเข้าใจ เข้าถึงร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังร่างอยู่นี้จริงๆ
เพื่อเป็นหนทางนำไปสู่การได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีและสมบูรณ์ที่สุดในการปกครองประเทศ
หนังสือพิมพ์มติชน รายวันวันที่ 02 เมษายน พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10614 |